เจ้าของธุรกิจต้องรู้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ คืออะไร ธุรกิจใดบ้างที่ต้องเสียภาษี สรุปฐานภาษี อัตราภาษี วิธีจดทะเบียน และการยื่นแบบให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ภาษีธุรกิจเฉพาะ คืออะไร?
ภาษีธุรกิจเฉพาะ คือภาษีที่รัฐเรียกเก็บจากกิจการบางประเภทที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งไม่ได้อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยกรมสรรพากรเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดเก็บภาษีนี้ ผู้ประกอบการที่เข้าข่าย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ และยื่นคำขอภายใน 30 วันนับจากวันที่เริ่มดำเนินกิจการ ผ่านแบบคำขอ ภ.ธ.01
ธุรกิจหรือกิจการใดบ้างที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
- กิจการธนาคาร, ธุรกิจเงินทุน, ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์, ธุรกิจหลักทรัพย์ และการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์
- การค้าอสังหาริมทรัพย์
- กิจการโรงรับจำนำ
- กิจการรับประกันชีวิต
- ธุรกิจแฟ็กเตอริง
- การซื้อและการขายคืนหลักทรัพย์
- การขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์
- การประกอบกิจการตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 469
ฐานและอัตราภาษีสำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะ
ก่อนจะคำนวณหรือวางแผนการเสียภาษี ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะและฐานภาษีให้ชัดเจน เนื่องจากภาษีประเภทนี้มีวิธีคิดที่แตกต่างจากภาษีมูลค่าเพิ่ม และส่งผลโดยตรงต่อภาระภาษีของกิจการ
1. กิจการธนาคาร, ธุรกิจเงินทุน, ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์, ธุรกิจหลักทรัพย์ และการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์
แหล่งรายได้ที่นำมาคำนวณภาษี : ดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือกำไรก่อนหักรายจ่าย ใดๆ จากการซื้อหรือขายตั๋วเงินหรือ ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ใด ๆ
อัตราภาษีร้อยละ : 3.0
2. การค้าอสังหาริมทรัพย์
แหล่งรายได้ที่นำมาคำนวณภาษี : รายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ
อัตราภาษีร้อยละ : 0.1
3. กิจการโรงรับจำนำ
แหล่งรายได้ที่นำมาคำนวณภาษี : ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายของที่จำนำหลุดเป็นสิทธิ
อัตราภาษีร้อยละ : 2.5
4. กิจการรับประกันชีวิต
แหล่งรายได้ที่นำมาคำนวณภาษี : ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ
อัตราภาษีร้อยละ : 2.5
5. ธุรกิจแฟ็กเตอริง
แหล่งรายได้ที่นำมาคำนวณภาษี : ดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ
อัตราภาษีร้อยละ : 3.0
6. การซื้อและการขายคืนหลักทรัพย์
แหล่งรายได้ที่นำมาคำนวณภาษี : กำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการขายคืนหลักทรัพย์ แต่ไม่รวมถึง ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือประโยชน์ใดๆ ที่ได้จากหลักทรัพย์
อัตราภาษีร้อยละ : 3.0
7. การขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์
แหล่งรายได้ที่นำมาคำนวณภาษี : รายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ
อัตราภาษีร้อยละ : 0.1 (ยกเว้น)
8. การประกอบกิจการตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 469
แหล่งรายได้ที่นำมาคำนวณภาษี : ดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการกำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินตรา
กำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการขายคืนหลักทรัพย์
อัตราภาษีร้อยละ : 0.1
หมายเหตุ : อัตราภาษีของการค้าอสังหาริมทรัพย์ได้มีการลดและคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 0.1 ตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 472) พ.ศ. 2551 นอกจากอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว ผู้ประกอบกิจการต้องเสียภาษีท้องถิ่นอีกร้อยละ 10 ของจำนวนภาษีธุรกิจเฉพาะที่คำนวณได้ด้วย
ขั้นตอนการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ
หากคุณประกอบกิจการที่เข้าข่าย จะต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายใน 30 วัน นับจากวันเริ่มกิจการ โดยมีขั้นตอนดังนี้
- การเตรียมเอกสารประกอบ เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน สัญญาเช่าอาคาร หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล แผนที่สังเขปของสถานประกอบการ เป็นต้น
- กรอกแบบ ภ.ธ.01 จำนวน 3 ฉบับ ให้ครบถ้วนถูกต้อง ระบุข้อมูลเกี่ยวกับผู้ประกอบการ สถานประกอบการ วันเริ่มประกอบกิจการ และประเภทของกิจการ
- ยื่นแบบและเอกสารประกอบ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่หรือสำนักงานสรรพากรอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือในกรณีผู้ประกอบกิจการมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่น ณ ท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
- รับใบทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.20) ซึ่งจะต้องนำไปแสดงไว้ ณ ที่เปิดเผยซึ่งเห็นได้ง่ายในสถานประกอบการ
การยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ
ผู้ประกอบกิจการที่มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเป็นรายเดือนภาษี โดยมีรายละเอียดดังนี้
- แบบที่ใช้ : แบบ ภ.ธ.40 ซึ่งจะแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทของกิจการ จำนวนรายรับ จำนวนภาษีธุรกิจเฉพาะ และภาษีท้องถิ่น
- กำหนดเวลา : ยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีรายรับ ไม่ว่าจะมีรายรับในเดือนนั้นหรือไม่ก็ตาม
- ข้อยกเว้น : กรณีคำนวณภาษีแล้วมีจำนวนไม่ถึง 100 บาท ผู้ประกอบกิจการไม่ต้องเสียภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น แต่ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการตามปกติ
สรุปสรุปง่าย ๆ ภาษีธุรกิจเฉพาะคืออะไร? ธุรกิจใดบ้างที่ต้องเสียภาษี
ภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีที่จัดเก็บจากกิจการบางประเภทที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีวิธีคำนวณและอัตราภาษีแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่ากิจการของตนเข้าข่ายหรือไม่ พร้อมเข้าใจฐานภาษี อัตราภาษี ขั้นตอนการจดทะเบียน และการยื่นแบบให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดและความเสี่ยงทางภาษีในอนาคต
อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
