ภาษีไม่ใช่แค่เรื่องของเจ้าของธุรกิจเท่านั้น แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เกี่ยวข้องกับรายได้ของทุกคน มาทำความเข้าใจว่าภาษีมีกี่ประเภท และใครบ้างที่ต้องเสียภาษี
รู้จักกับภาษีแต่ละประเภทคืออะไร มีอะไรบ้าง?
เมื่อพูดถึง "ภาษี" อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับบางคน แต่สำหรับคนทำงานและฝ่าย HR แล้ว เรื่องนี้คือพื้นฐานสำคัญที่กระทบต่อรายได้ และเกี่ยวเนื่องกับการบริหารจัดการองค์กรโดยตรง ซึ่งภาษีก็คือเงินที่รัฐเรียกเก็บจากบุคคลหรือนิติบุคคลที่มีรายได้ เพื่อนำไปใช้เป็นงบประมาณในการพัฒนาประเทศและจัดสวัสดิการต่าง ๆ
การเข้าใจว่าภาษีมีกี่ประเภท และเราอยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษีแบบไหน จะช่วยให้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงทางกฎหมาย บทความนี้จะพาไปรู้จักกับประเภทของภาษีในประเทศไทย ว่ามีอะไรบ้าง
ภาษีทางตรง (Direct Tax)
ภาษีทางตรง คือ ภาษีที่รัฐจัดเก็บจากผู้มีรายได้หรือทรัพย์สินโดยตรง โดยที่ผู้เสียภาษีจะต้องเป็นผู้แบกรับภาระนั้นไว้เองทั้งหมด ไม่สามารถผลักภาระภาษีไปให้ผู้อื่นได้ ภาษีประเภทนี้มักจะคำนวณตามความสามารถในการจ่าย ยิ่งมีรายได้มากก็ยิ่งเสียภาษีมาก ตัวอย่างของภาษีทางตรง เช่น
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- จัดเก็บภาษีจากบุคคลที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ เช่น เงินเดือน โบนัส ค่าจ้างฟรีแลนซ์
- อัตราภาษีแบบก้าวหน้าตั้งแต่ 5% - 35% ปกติจะจัดเก็บเป็นรายปี
- ผู้เสียภาษีต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปี ภายในวันที่ 31 มีนาคม หรือยื่นออนไลน์ภายในวันที่ 8 เมษายนของปีถัดไป
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ >> ยื่นภาษีบุคคลธรรมดา ต้องยื่นเมื่อไหร่ และใครบ้างที่ต้องยื่น?
2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล
- จัดเก็บจากกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
- คำนวณแบบขั้นบันไดเช่นเดียวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยมีอัตราภาษีสูงสุดที่ 20%
- นิติบุคคลต้องจัดเตรียมบัญชีรายรับรายจ่ายที่แท้จริงและคำนวณกำไรสุทธิให้ถูกต้องก่อนนำมาคิดภาษี
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ >> วิธีการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล แบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่าง
3. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
จัดเก็บจากเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างตามมูลค่าทรัพย์สิน มีอยู่ 4 ประเภท ได้แก่
- ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม เช่น ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ และกิจการอื่นตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด
- ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย คือที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลัก หากเจ้าของมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน จะได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับมูลค่า 50 ล้านบาทแรก ส่วนที่เกินจึงต้องเสียภาษีตามอัตราที่กำหนด
- ที่ดินเพื่อการพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม หรือกิจการเพื่อหารายได้ เช่น โรงงาน โรงแรม ร้านค้า อาคารสำนักงาน จะเสียภาษีในอัตราสูงกว่าการใช้ประโยชน์ประเภทอื่น
- ที่ดินรกร้างหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์ จะเสียภาษีในอัตราสูงที่สุด เพื่อกระตุ้นให้เจ้าของนำที่ดินมาใช้ประโยชน์
4. ภาษีมรดก
- จัดเก็บจากทรัพย์สินที่ผู้รับมรดกได้รับจากผู้เสียชีวิต เช่น เงินสด ที่ดิน บ้าน หุ้น หรือทรัพย์สินอื่น
- บุคคลที่ได้รับมรดกต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท
- อัตราภาษี 5% สำหรับผู้รับมรดกที่เป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน และ 10% สำหรับบุคคลอื่น
- กรณีบุคคลที่ได้รับมรดกเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายไม่ต้องเสียภาษี
5. ภาษีป้าย
- จัดเก็บจากป้ายที่ใช้แสดงชื่อหรือโฆษณาทางการค้า เช่น ป้ายร้านค้า ป้ายบริษัท หรือป้ายโฆษณา
- เจ้าของป้ายมีหน้าที่ต้องยื่นแบบและชำระภาษีเป็นรายปีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- อัตราภาษีจะคำนวณตามขนาดป้าย ลักษณะตัวอักษร และประเภทของป้าย
6. ภาษีจากการครอบครองทรัพย์สินต่าง ๆ
- เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการถือครองทรัพย์สินบางประเภท เช่น รถยนต์ เรือ หรือทรัพย์สินเฉพาะที่กฎหมายกำหนด
- ผู้ครอบครองทรัพย์สินต้องชำระภาษีหรือค่าธรรมเนียมตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น ภาษีรถยนต์ประจำปี
ภาษีทางอ้อม (Indirect Tax)
ภาษีทางอ้อม คือ ภาษีที่ผู้เสียภาษีตามกฎหมายสามารถ "ผลักภาระ" ไปให้ผู้อื่นได้ โดยส่วนใหญ่มักจะรวมไปกับราคาสินค้าหรือบริการ ทำให้ผู้บริโภคคนสุดท้ายเป็นผู้จ่ายภาษีนี้แทนผู้ขายโดยไม่รู้ตัว เช่น
1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
• เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการขายสินค้าและการให้บริการ
• อัตราภาษีปัจจุบันอยู่ที่ 7% ของมูลค่าสินค้าหรือบริการ
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ >> รวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องรู้เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. ภาษีสรรพสามิต
• เป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าบางประเภทที่รัฐต้องการควบคุมการบริโภค หรือสินค้าที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
• ตัวอย่างสินค้า เช่น สุรา ยาสูบ น้ำมัน รถยนต์ หรือเครื่องดื่มบางประเภท
• ภาษีจะถูกบวกเพิ่มเข้าไปในราคาสินค้า ทำให้ผู้บริโภคเป็นผู้รับภาระภาษีในท้ายที่สุด
3. ภาษีธุรกิจเฉพาะ
• เป็นภาษีที่จัดเก็บจากกิจการบางประเภทที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
• ตัวอย่างกิจการที่ต้องเสียภาษีประเภทนี้ เช่น ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจเงินทุน การให้กู้ยืมเงิน หรือการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ >> สรุปง่าย ๆ ภาษีธุรกิจเฉพาะคืออะไร? ธุรกิจใดบ้างที่ต้องเสียภาษี
4. อากรแสตมป์
• เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการทำเอกสารหรือสัญญาบางประเภทตามที่กฎหมายกำหนด
• เช่น สัญญาเช่า สัญญากู้ยืมเงิน หนังสือมอบอำนาจ หรือเอกสารทางธุรกิจบางประเภท
• ผู้ที่เกี่ยวข้องกับตราสารมีหน้าที่ชำระอากรแสตมป์ตามอัตราที่กำหนดเพื่อให้เอกสารมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย
ใครบ้างที่มีหน้าที่เสียภาษีแต่ละแบบ?
เมื่อแยกประเภทได้แล้ว มาดูกันว่าในมุมของผู้ประกอบการ มนุษย์เงินเดือน หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ ใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับภาษีเหล่านี้
1. บุคคลธรรมดา (พนักงาน/ฟรีแลนซ์)
- หน้าที่ : หากคุณมีรายได้รวมทั้งปีเกิน 60,000 บาท (กรณีโสด) คุณมีหน้าที่ต้องยื่นภาษี (ภ.ง.ด.90/91) แม้ว่าคำนวณแล้วอาจจะยังไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม
- เกณฑ์การเสียภาษี : เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกจะได้รับการยกเว้นภาษี และจะเริ่มเสียที่อัตรา 5% เมื่อมีรายได้สุทธิเกินกว่านั้น
2. นิติบุคคล (บริษัท/ห้างหุ้นส่วน)
- หน้าที่ : ต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิจากการดำเนินกิจการ โดยต้องยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) และภาษีสิ้นปี (ภ.ง.ด.50)
3. ผู้ประกอบการ (ที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท)
- หน้าที่: หากบริษัทหรือบุคคลธรรมดาที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และมีหน้าที่เรียกเก็บ VAT 7% นำส่งกรมสรรพากรทุกเดือน
สรุป ภาษีมีกี่ประเภท อะไรบ้าง ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีแต่ละแบบ
โดยสรุปแล้ว ภาษีในประเทศไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ ภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะการจัดเก็บและผู้รับภาระภาษีแตกต่างกัน การทำความเข้าใจโครงสร้างภาษีเหล่านี้จะช่วยให้ทั้งบุคคลทั่วไป เจ้าของกิจการ และฝ่าย HR สามารถวางแผนการเงินได้อย่างถูกต้อง ปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงจากปัญหาทางภาษีในอนาคต
อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
