พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องรู้! ขายของออนไลน์ต้องยื่นภาษีไหม เสียภาษียังไง ยื่นเมื่อไหร่ พร้อมเกณฑ์รายได้ที่ต้องยื่น และการเตรียมตัวก่อนยื่นภาษีให้ถูกต้อง
ขายของออนไลน์ต้องยื่นภาษีไหม?
การขายของออนไลน์ไม่ว่าจะผ่าน Facebook, TikTok Shop, Shopee, Lazada หรือช่องทางอื่น ๆ ล้วนถือเป็นการมีรายได้ที่ต้องนำมายื่นภาษีตามกฎหมาย ผู้ขายจำนวนมากเข้าใจผิดว่าหากเป็นรายได้เสริม หรือขายเป็นงานอดิเรกจะไม่ต้องยื่นภาษี แต่ความจริงแล้ว หากมีรายได้เข้าเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้มีรายได้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกับอาชีพอื่น ๆ
ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีอย่างไร?
สำหรับพ่อค้าแม่ค้า บุคคลธรรมดาที่ขายสินค้าออนไลน์ รายได้จะถูกจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ซึ่งเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ การพาณิชย์ หรือการค้าขาย โดยสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี ได้แก่
1. หักค่าใช้จ่ายตามจริง
เหมาะสำหรับผู้ที่มีต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจจำนวนมาก เช่น ค่าสินค้า ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขาย โดยต้องมีหลักฐานประกอบครบถ้วนเพื่อใช้ยืนยันต่อกรมสรรพากร
2. หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60%
เหมาะกับร้านค้าที่มีต้นทุนไม่สูง หรือไม่สะดวกจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายได้ 60% ของรายได้ และนำส่วนที่เหลือมาคำนวณภาษีต่อไป
ทั้งนี้ จำนวนภาษีที่ต้องชำระจะขึ้นอยู่กับ "เงินได้สุทธิ" หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ แล้ว หากคำนวณออกมาอยู่ในช่วงอัตราภาษีที่ต้องเสียภาษี จึงจะมีภาระภาษีเกิดขึ้น ไม่ใช่คิดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว
ขายของออนไลน์ ต้องยื่นภาษีเมื่อไหร่?
ผู้ขายสินค้าออนไลน์ที่มีรายได้เข้าเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด มีหน้าที่ยื่นภาษีตามรอบเวลาของกรมสรรพากร โดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 ช่วง (ภ.ง.ด. 94 และ ภ.ง.ด. 90) ได้แก่
ยื่นภาษีกลางปี (ภ.ง.ด.94)
ภ.ง.ด. 94 คือ การยื่นภาษีเงินได้ครึ่งปี โดยยื่นรายได้ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 30 มิถุนายน ของปีภาษีนั้น ซึ่งยื่นภายในวันที่ 30 กันยายนของปีเดียวกัน
ยื่นภาษีสิ้นปี (ภ.ง.ด.90)
ภ.ง.ด. 90 คือ การยื่นภาษีเงินได้ประจำปี เป็นการยื่นแบบสำหรับรายได้ตลอดทั้งปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม โดยยื่นในช่วงเดือนมกราคม - มีนาคมของปีถัดไป
สำหรับเกณฑ์รายได้ที่ต้องยื่นภาษี ผู้ขายออนไลน์ที่เป็นบุคคลธรรมดาและมีรายได้ประเภทอื่นนอกจากเงินเดือนเกิน 60,000 บาทต่อปี (กรณีโสด) หรือเกิน 120,000 บาทต่อปี (กรณีสมรส) จะมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ใครบ้างต้องยื่น ภ.ง.ด. 94
ผู้ขายออนไลน์หลายคนมักเข้าใจว่าต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ทุกคน แต่ในความเป็นจริง การยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) จะใช้กับผู้ที่มีเงินได้ตามมาตรา 40(5)-40(8) เช่น รายได้จากการค้าขายหรือประกอบธุรกิจ และรวมกันเกิน 60,000 บาท ในครึ่งปีแรก ดังนี้
- เงินได้ประเภทที่ 5 : ให้เช่าบ้าน ที่ดิน คอนโด
- เงินได้ประเภทที่ 6 : อาชีพอิสระ เช่น วิศวกร หมอ ทนาย นักบัญชี
- เงินได้ประเภทที่ 7 : รับเหมาที่จัดหาวัสดุเอง เช่น รับเหมาก่อสร้าง มีต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าแรงพนักงาน, จัดงานอีเวนต์ มีต้นทุนการก่อสร้างเวที จัดหาพิธีกร/นักแสดง
- เงินได้ประเภทที่ 8 : ทำธุรกิจส่วนตัว เช่น เปิดร้านอาหาร, ขายของออนไลน์, รางวัลจากการชิงโชค
หากมีหน้าที่ต้องยื่นแต่ไม่ยื่น อาจมีเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มตามที่กรมสรรพากรกำหนด ดังนั้นผู้ขายออนไลน์ควรตรวจสอบประเภทเงินได้และเกณฑ์รายได้ของตนเองให้ชัดเจน ส่วนการยื่น ภ.ง.ด.90 ในช่วงต้นปีถัดไปยังคงเป็นหน้าที่ที่ต้องดำเนินการเพื่อสรุปรายได้ทั้งปี ไม่สามารถเลือกยื่นเฉพาะ ภ.ง.ด.90 แล้วละเว้นการยื่น ภ.ง.ด.94 ได้ หากเข้าเงื่อนไขที่ต้องยื่นภาษีครึ่งปี
ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนยื่นภาษีสำหรับผู้ขายออนไลน์
สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นขายของออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการขายผ่านโซเชียลมีเดียหรือแพลตฟอร์ม E-Commerce การเตรียมข้อมูลด้านภาษีตั้งแต่เนิ่น ๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเอกสารไม่ครบถ้วนหรือยื่นข้อมูลไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดปัญหาในการยื่นภาษีหรือถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้
1. ศึกษาประเภทภาษีที่เกี่ยวข้องกับการขายออนไลน์
ผู้ขายสินค้าออนไลน์ควรทำความเข้าใจภาษีที่ตนเองมีหน้าที่ต้องยื่น เพื่อให้สามารถวางแผนและดำเนินการได้อย่างถูกต้อง
- 1.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.94)
รายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ถือเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจหรือการค้า ซึ่งต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการยื่น ภ.ง.ด.90 และภ.ง.ด.94
- 1.2 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
หากธุรกิจมีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ผู้ประกอบการมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท
2. บันทึกรายรับ-รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ
การจัดเก็บข้อมูลทางการเงินอย่างเป็นระบบจะช่วยให้คำนวณภาษีได้ง่ายขึ้น และช่วยลดความผิดพลาดในช่วงยื่นภาษี ควรแยกบันทึกรายได้ ค่าใช้จ่าย และเก็บเอกสารสำคัญ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือหลักฐานการโอนเงินไว้ให้ครบถ้วน
3. สรุปรายได้และค่าใช้จ่ายของธุรกิจ
ก่อนยื่นภาษี ควรรวบรวมข้อมูลทางการเงินทั้งหมดเพื่อนำมาคำนวณเงินได้สุทธิ โดยประกอบด้วย
- รายได้จากการขายสินค้าและบริการทุกช่องทาง
- ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ เช่น ต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าโฆษณา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
- เงินได้สุทธิ ซึ่งเป็นผลต่างระหว่างรายได้และค่าใช้จ่าย และใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษี
4. ตรวจสอบและยื่นภาษีให้ครบถ้วน
เมื่อเตรียมข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ควรตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้งก่อนส่งแบบภาษี เพื่อให้ข้อมูลถูกต้องและตรงกับข้อเท็จจริง สามารถเลือกยื่นภาษีผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร หรือเดินทางไปยื่นด้วยตนเองที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ได้ตามความสะดวก
สรุปขายของออนไลน์ ต้องเสียภาษียังไง เมื่อไร?
การขายของออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นอาชีพหลักหรือรายได้เสริม ล้วนมีหน้าที่ทางภาษีที่ควรให้ความสำคัญ โดยรายได้จากการขายสินค้าจะถูกจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ซึ่งสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งแบบตามจริงหรือแบบเหมา 60% ได้ โดยผู้ขายควรจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ เก็บเอกสารทางการเงินให้ครบถ้วน และยื่นภาษีตามกำหนดเวลา เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาภาษีย้อนหลัง และทำให้บริหารธุรกิจออนไลน์ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “ขายของออนไลน์”
ถาม : ขายของออนไลน์รายได้ไม่ถึงแสน ต้องยื่นภาษีไหม?
ตอบ : หากมีรายได้จากการขายสินค้าออนไลน์เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด คือ 60,000 บาทต่อปีสำหรับบุคคลโสด หรือ 120,000 บาทต่อปีสำหรับผู้มีคู่สมรส จะต้องยื่นภาษี
ถาม : ขายของออนไลน์ต้องเสีย VAT หรือไม่?
ตอบ : การขายของออนไลน์ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากรายรับจากการขายสินค้ายังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม เมื่อมียอดขายเกินกำหนด ร้านค้ามีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจดทะเบียน VAT และเรียกเก็บภาษี 7% จากลูกค้าเพื่อนำส่งกรมสรรพากร
ถาม : ขายของออนไลน์ควรเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบไหน?
ตอบ : หากมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การหักค่าใช้จ่ายตามจริงอาจเหมาะกว่า แต่หากต้นทุนไม่สูงและไม่ต้องการจัดเก็บเอกสารจำนวนมาก การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% อาจช่วยให้บริหารภาษีได้สะดวกกว่า
ถาม : ยื่น ภ.ง.ด. 94 กลางปีไปแล้ว สิ้นปียังต้องยื่นภาษีอีกไหม?
ตอบ : ยังคงต้องยื่นภาษีประจำปี (ภ.ง.ด. 90) ตามปกติค่ะ เพราะ ภ.ง.ด.94 เป็นการยื่นภาษีครึ่งปีเท่านั้น เมื่อถึงสิ้นปีคุณยังต้องยื่น ภ.ง.ด.90 โดยนำรายได้ทั้งปีมาคำนวณภาษีอีกครั้ง แต่ภาษีที่ชำระไว้ตอนยื่น ภ.ง.ด.94 สามารถนำมาหักออกได้ จึงไม่ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนค่ะ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
