รวมกฎหมายความปลอดภัยในการทำงานที่นายจ้างต้องรู้ พร้อมหน้าที่และข้อกำหนดสำคัญ ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุและปัญหาทางกฎหมายในองค์กร
กฎหมายความปลอดภัยในการทำงานคืออะไร และครอบคลุมเรื่องใดบ้าง?
ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน คือ การกระทำหรือสภาพการทำงาน ซึ่งปลอดจากเหตุอันจะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพอนามัย อันเนื่องมาจากการทำงาน
โดยกฎหมายดังกล่าวครอบคลุมเรื่องสำคัญ ดังนี้
- การจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ปลอดภัย
- การควบคุมเครื่องจักร อุปกรณ์ และไฟฟ้า
- การป้องกันอันตรายจากสารเคมี ฝุ่น ควัน และเสียงดัง
- การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE)
- การอบรมด้านความปลอดภัยให้พนักงาน
- การจัดทำแผนป้องกันอัคคีภัยและแผนฉุกเฉิน
- การตรวจสุขภาพลูกจ้างตามปัจจัยเสี่ยง
- การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.)
- การรายงานและสอบสวนอุบัติเหตุจากการทำงาน
นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดเฉพาะสำหรับบางประเภทงาน เช่น งานก่อสร้าง งานบนที่สูง งานเกี่ยวกับไฟฟ้า งานในที่อับอากาศ และงานที่เกี่ยวข้องกับวัตถุอันตราย ซึ่งนายจ้างต้องศึกษาและปฏิบัติตามให้ครบถ้วน
หน้าที่ของนายจ้างตามกฎหมายความปลอดภัย ที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
กฎหมายกำหนดให้นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดูแลสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัย และต้องดำเนินมาตรการต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกจ้างได้รับอันตรายจากการทำงาน
1. จัดสถานที่ทำงานให้ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ
นายจ้างมีหน้าที่จัดและดูแลสถานประกอบกิจการให้มีสภาพการทำงานที่ปลอดภัย รวมถึงส่งเสริมให้ลูกจ้างสามารถทำงานได้โดยไม่เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ และสุขภาพอนามัย
ตัวอย่างเช่น
- ดูแลระบบไฟฟ้าให้ได้มาตรฐาน
- จัดทางหนีไฟและอุปกรณ์ดับเพลิง
- ควบคุมพื้นที่เสี่ยงอันตราย
- จัดแสงสว่างและระบบระบายอากาศให้เหมาะสม
2. จัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.)
กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยในองค์กร โดยเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานและบุคลากรจะต้องขึ้นทะเบียนต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
3. แจ้งอันตรายและจัดทำคู่มือความปลอดภัยให้พนักงาน
หากลักษณะงานมีความเสี่ยง นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น พร้อมจัดทำคู่มือหรือแนวทางปฏิบัติงานก่อนเริ่มงาน เปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนสถานที่ทำงาน
4. จัดอบรมความปลอดภัยให้พนักงาน
นายจ้างต้องจัดให้ผู้บริหาร หัวหน้างาน และลูกจ้างได้รับการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะกรณีต่อไปนี้ ต้องมีการอบรมก่อนเริ่มงาน
- รับพนักงานใหม่
- เปลี่ยนตำแหน่งงาน
- เปลี่ยนสถานที่ทำงาน
- เปลี่ยนเครื่องจักรหรืออุปกรณ์
ซึ่งอาจทำให้ลูกจ้างได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพอนามัย ให้นายจ้างจัดให้มีการฝึกอบรมลูกจ้างทุกคนก่อนเริ่มงาน
5. จัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE)
กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐาน
ตัวอย่างเช่น
- หมวกนิรภัย
- รองเท้าเซฟตี้
- ถุงมือ
- หน้ากากป้องกันฝุ่นหรือสารเคมี
- แว่นตานิรภัย
- เข็มขัดกันตก
หากลูกจ้างไม่สวมใส่อุปกรณ์ นายจ้างมีสิทธิสั่งหยุดการทำงานจนกว่าจะปฏิบัติถูกต้องตามมาตรฐานความปลอดภัย
6. ประเมินความเสี่ยงและจัดทำแผนด้านความปลอดภัย
นายจ้างต้องจัดให้มีการประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และจัดทำแผนดำเนินงานด้านความปลอดภัยขององค์กร รวมถึงอาจต้องส่งผลการประเมินและแผนดังกล่าวต่อหน่วยงานภาครัฐตามที่กฎหมายกำหนด
7. แจ้งอุบัติเหตุหรือเหตุอันตรายตามกฎหมาย
- กรณีลูกจ้างเสียชีวิต นายจ้างต้องแจ้งต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยทันที และให้แจ้งรายละเอียดและสาเหตุเป็นหนังสือภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเสียชีวิต
- กรณีสถานประกอบกิจการได้รับความเสียหายหรือต้องหยุดการผลิต หรือมีบุคคลได้รับอันตรายอันเนื่องมาจากเพลิงไหม้ การระเบิด หรือสารเคมีรั่วไหล ให้นาจ้างแจ้งต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยทันที
- กรณีที่มีลูกจ้างประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน เมื่อนายจ้างแจ้งการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยต่อสำนักงานประกันสังคมตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว ให้นายจ้างส่งสำเนาหนังสือแจ้งนั้นต่อพนักงานตรวจความปลอดภัย
นอกจากนี้ นายจ้างยังมีหน้าที่ตามกฎหมายความปลอดภัยในด้านอื่น ๆ และหมวดอื่น ๆ ที่ต้องปฏิบัติตาม เพื่อให้สถานประกอบกิจการมีความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่: สรุปสาระสำคัญ พรบ.ความปลอดภัยฯ 2554
บทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และความเสี่ยงที่องค์กรต้องเจอ
บทลงโทษกรณีไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มีโทษทั้งจำและปรับ โดยนายจ้างที่ฝ่าฝืนมาตรฐานความปลอดภัย มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 800,000 บาท
สรุป กฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน มีอะไรบ้างที่นายจ้างต้องรู้?
กฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน คือ กฎหมายที่กำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดกับลูกจ้าง โดยครอบคลุมตั้งแต่การจัดสถานที่ทำงาน การอบรมพนักงาน การจัดหาอุปกรณ์ป้องกัน ไปจนถึงการควบคุมความเสี่ยงในการทำงาน
นายจ้างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด หากละเลยอาจถูกสั่งปรับ ระงับการดำเนินงาน หรือมีความผิดตามกฎหมาย รวมถึงส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ ต้นทุน และความน่าเชื่อถือขององค์กรในระยะยาว
อ้างอิง : กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “กฎหมายความปลอดภัย”
ถาม : กฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน บังคับใช้กับธุรกิจประเภทใดบ้าง?
ตอบ : กฎหมายดังกล่าวบังคับใช้กับสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างทุกประเภท ทั้งโรงงาน สำนักงาน ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ งานก่อสร้าง และคลังสินค้า
ถาม : หากบริษัทมีพนักงานไม่กี่คน ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) หรือไม่?
ตอบ : ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและจำนวนลูกจ้าง โดยบางกิจการแม้มีพนักงานไม่มาก ก็อาจต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนด
ถาม : นายจ้างสามารถให้ลูกจ้างซื้ออุปกรณ์ Safety เองได้หรือไม่?
ตอบ : นายจ้างไม่สามารถผลักภาระให้ลูกจ้างซื้ออุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE) เองได้
ถาม : หากลูกจ้างไม่ใส่อุปกรณ์ป้องกัน นายจ้างมีความผิดหรือไม่?
ตอบ : นายจ้างยังมีหน้าที่ควบคุม กำกับ และดูแลให้ลูกจ้างปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย หากปล่อยปละละเลยอาจมีความรับผิดร่วมได้
ถาม : หากเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน ต้องแจ้งหน่วยงานใด?
ตอบ : นายจ้างต้องแจ้งต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะกรณีบาดเจ็บร้ายแรงหรือเสียชีวิต
อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
- พนักงานบาดเจ็บในงานต้องใช้สิทธิลาป่วยหรือเบิกกองทุนเงินทดแทน
- วิธีแจ้งบาดเจ็บจากงานผ่าน E-Compensate ที่นายจ้างต้องรู้!
- แนวทางเสริมสร้างความปลอดภัยในการทำงานที่ทุกองค์กรต้องรู้
