การส่งเงินสมทบประกันสังคม เป็นสิ่งที่นายจ้างไม่ควรพลาด เพราะหากละเลยหรือไม่ส่งเงินสมทบประกันสังคมให้ลูกจ้าง เสี่ยงต่อกฎหมายแน่นอน!
อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
- ความสำคัญและวิธีการส่งเงินสมทบประกันสังคม
- นายจ้างจ่ายเงินสมทบประกันสังคมออนไลน์เร็วทันใจด้วย e-Payment
- Q&A นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบประกันสังคมเท่าไหร่?
- ตารางการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมออนไลน์ 2567 ผ่าน e-Payment
- ค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าจ้างไหม?ต้องนำมาคิดเงินสมทบด้วยหรือเปล่า
- พนักงานใหม่ขอเว้นส่งเงินสมทบประกันสังคม สามารถทำได้หรือไม่?
นายจ้างต้องส่งเงินสมทบประกันสังคมเท่าไหร่? ยังไง?
กฎหมายประกันสังคมกำหนดว่าบริษัทที่มีพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างต้อง ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคม และเริ่มส่งเงินสมทบภายใน 30 วัน นับจากวันที่ลูกจ้างเริ่มงาน ซึ่งการขึ้นทะเบียนครอบคลุมทั้งพนักงานประจำ ชั่วคราว และทดลองงาน เพื่อให้ลูกจ้างทุกคนได้รับ สิทธิประโยชน์และสวัสดิการพื้นฐานจากกองทุนประกันสังคม
โดยนายจ้างมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ในอัตรา 5% ของค่าจ้างลูกจ้าง เท่ากับที่ลูกจ้างจ่ายเองอีก 5% โดยค่าจ้างที่ใช้คำนวณต้องอยู่ระหว่าง 1,650–15,000 บาทต่อเดือน ดังนั้น นายจ้างจะจ่ายเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือนต่อพนักงานหนึ่งคน ทั้งนี้ นายจ้างต้องส่งเงินสมทบประกันสังคมภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากส่งล่าช้าหรือไม่ส่งตามกำหนด จะต้องจ่าย เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตามที่กฎหมายกำหนด
Tips : อ่านบทความเกี่ยวกับการส่งเงินสมทบประกันสังคมเพิ่มเติมได้ที่ >>> Q&A นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบประกันสังคมเท่าไหร่?
นายจ้างไม่ยื่นขึ้นทะเบียน หรือไม่ชำระเงินสมทบประกันสังคม เสี่ยงต่อกฎหมายอย่างไร?
หากนายจ้างละเลยหรือไม่ยื่นขึ้นทะเบียน และไม่ชำระเงินสมทบประกันสังคม ผลที่ตามมามีทั้งทางกฎหมายและผลกระทบต่อองค์กร ดังนี้
นายจ้างไม่จ่ายเงินสมทบประกันสังคม
หากนายจ้างไม่จ่ายเงินสมทบประกันสังคมให้ลูกจ้างตามที่กฎหมายกำหนด ถือว่ามีความผิดตาม พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โดยมีโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ นายจ้างยังคงมีหน้าที่ต้องนำส่งเงินสมทบที่ค้างจ่าย พร้อมทั้งเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ ตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด
นายจ้างจ่ายเงินสมทบล่าช้า
ในกรณีที่นายจ้างนำส่งเงินสมทบเกินกำหนดเวลา คือ หลังวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นับจากเดือนที่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของยอดเงินสมทบที่ค้างชำระ
นายจ้างจ่ายเงินสมทบไม่ครบถ้วน
หากนายจ้างนำส่งเงินสมทบไม่ครบตามจำนวนที่ควรจ่าย จะต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่จ่ายขาด จนกว่าจะชำระครบถ้วน
นายจ้างแจ้งขึ้นทะเบียนล่าช้า
หากนายจ้างไม่ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วัน นับจากวันที่เริ่มงาน จะส่งผลให้ระบบประกันสังคมอาจจ่ายสิทธิชดเชยไม่ถูกต้อง หรือจ่ายเกินสิทธิในช่วงที่ลูกจ้างยังไม่มีการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง ในกรณีนี้นายจ้างอาจต้องรับผิดชอบรับชำระคืนค่าที่จ่ายเกิน และยังมีความผิดตาม พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายจ้างแจ้งนำชื่อออกล่าช้า
หากนายจ้างไม่แจ้งเลิกขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน วันที่ 15 ของเดือนถัดไป หลังเลิกจ้าง จะทำให้สถานะในระบบยังคงเป็นพนักงานอยู่ ลูกจ้างจึงไม่สามารถยื่นขอรับสิทธิชดเชยตามที่ควรได้รับ และเกิดความเดือดร้อนทางสิทธิประโยชน์ได้ นอกจากนี้นายจ้างอาจถูกเรียกเก็บเงินสมทบย้อนหลัง ต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับกองทุน และมีความผิดตามกฎหมาย
ทำไมประกันสังคมจึงสำคัญต่อนายจ้าง?
การมีประกันสังคมให้ลูกจ้างไม่ใช่แค่ทำตามกฎหมาย แต่ยังสร้างประโยชน์ให้นายจ้างในหลายด้าน ดังนี้
สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ธุรกิจ
การจัดสวัสดิการประกันสังคมอย่างเหมาะสม แสดงให้องค์กรเห็นถึงความใส่ใจต่อพนักงาน ช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดี เพิ่มความน่าเชื่อถือ และดึงดูดคนเก่งให้เข้ามาร่วมงาน
เพิ่มความมั่นคงให้แรงงาน
การมีสวัสดิการประกันสังคมช่วยให้พนักงานรู้สึกมั่นคงในงาน ลดอัตราการลาออก และส่งเสริมความผูกพันต่อองค์กร
ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
การส่งเงินสมทบประกันสังคมให้ถูกต้องและตรงเวลา ช่วยป้องกันการถูกปรับหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย
ช่วยบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ
ประกันสังคมช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและค่าชดเชยเมื่อพนักงานเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ ทำให้นายจ้างสามารถลดต้นทุนและจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุป นายจ้างต้องรู้! หากไม่ชำระเงินสมทบประกันสังคม เสี่ยงกฎหมาย!
ดังนั้น หากนายจ้างไม่ชำระเงินสมทบประกันสังคมตามกำหนด ถือว่าผิดกฎหมายและอาจถูกปรับหรือดำเนินคดีได้ นอกจากนี้ยังทำให้พนักงานสูญเสียสิทธิประโยชน์สำคัญ เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชย หรือบำนาญในอนาคต การส่งเงินสมทบให้ถูกต้องและตรงเวลา จึงเป็นทั้ง หน้าที่ทางกฎหมาย และ ความรับผิดชอบต่อพนักงาน ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและลดความเสี่ยงให้แก่องค์กรในระยะยาว
